รายงานการประชุมประจำวัน 17 ตุลาคม 2569

โดย Thailand 2026 Annual Meetings Team

17 ต.ค. 2569

แชร์โพสต์นี้

รายงานการประชุมประจำวัน 17 ตุลาคม 2569

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 17 ตุลาคม 2569

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง (การประชุมประจำปีฯ) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการประชุมระดับนโยบายของคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (IMFC Plenary) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและภูมิคุ้มกันระบบการเงินโลก ตลอดจนการหารือในเวทีสัมมนาสถาบันการเงินระหว่างประเทศ G30 (G30 International Banking Seminar) ซึ่งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่รับผิดชอบ (Responsible Innovation) และการขับเคลื่อนกรอบนโยบาย ‘Bangkok Blueprint’ เพื่อจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัลข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำเสนอบทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย หรือ “Bangkok Dialogue Notes” ตอกย้ำบทบาทเชิงรุกของไทยในการทำหน้าที่เป็น “ผู้เชื่อมโยงที่ไว้วางใจได้” (Trusted Connector) โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การประชุมระดับนโยบายของคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (International Monetary and Financial Committee (IMFC) Plenary)

IMF ชี้ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าควรให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน ผ่านการลดความเปราะบางทางการคลังและการปรับฐานะการคลังให้สมดุล (Fiscal Consolidation) ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่ยังสูง ควบคู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา (Price Stability) การรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง การสื่อสารที่ชัดเจน และความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนการกำกับดูแลความเสี่ยงในภาคการเงินที่ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank Financial Institutions) การเงินดิจิทัล AI และภัยไซเบอร์ (2) การสร้างโอกาสในการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การส่งเสริมการแข่งขันและการเข้าถึงเงินทุน การลงทุนในทุนมนุษย์และทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับยุค AI รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงาน และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลก (Global Imbalances) ลดความตึงเครียดทางการค้า และรับมือกับความเสี่ยงข้ามพรมแดน รวมถึงความเสี่ยงจากการลงทุนด้าน AI ที่มีการกระจุกตัวสูง โดย Bangkok Blueprint เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเสริมประสิทธิภาพการรับมือภัยทุจริตทางดิจิทัลข้ามพรมแดน

IMF ยังเดินหน้าปรับปรุงกรอบการดำเนินงานและเครื่องมือให้มีความคล่องตัว ตรงจุด และให้น้ำหนักกับความเสี่ยงและบริบทของประเทศสมาชิกมากขึ้น ทั้งด้านการติดตามดูแลเศรษฐกิจการเงิน การประเมินภาคการเงิน การวิเคราะห์เสถียรภาพด้านต่างประเทศและความยั่งยืนของหนี้ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและการออกแบบนโยบายหรือโครงการช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อช่วยให้สมาชิกรับมือกับความไม่แน่นอนและเสริมภูมิคุ้มกันในระยะยาว

สมาชิกส่วนใหญ่เห็นพ้องกับ IMF ว่าเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การสร้างกันชนทางนโยบาย (Policy Buffers) และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับผลิตภาพและการเติบโต รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก AI ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง โดยสนับสนุนการนำผลการทบทวนนโยบายของ IMF ไปปฏิบัติ การเสริมบทบาทด้านการวิเคราะห์ Global Imbalances และผลกระทบข้ามพรมแดน ตลอดจนการเดินหน้าปฏิรูปโควตาและธรรมาภิบาลของกองทุน

2. การประชุม G30 41st Annual International Banking Seminar

นายวิทัย รัตนากร (นายวิทัยฯ) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนา Annual International Banking Seminar ที่ ธปท. เป็นเจ้าภาพร่วมกับ Group of 30 (G30) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ประกอบด้วย ผู้ว่าธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคการเงิน และนักวิชาการจากนานาประเทศ โดยเป็นการเสวนาภายใต้หัวข้อ Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับการรักษาเสถียรภาพในยุคการเงินดิจิทัล โดยงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการจากทั่วโลก

นายวิทัยฯ ได้ย้ำความสำคัญของ Responsible Innovation Framework โดยการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของบริการด้านการเงินให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย ต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ รวมทั้งการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัยและทั่วถึง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบ ด้วยแนวคิดดังกล่าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ IMF กลุ่มธนาคารโลก และ ธปท. ร่วมกันผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถใช้เป็นหลักการอ้างอิงและนำไปปรับใช้กับบริบทของแต่ละประเทศได้ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นว่า AI และนวัตกรรมทางการเงินสามารถเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพของระบบการเงิน แต่ก็อาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่และเปลี่ยนกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน จึงต้องปรับกรอบกำกับดูแลให้ทันต่อความเสี่ยง พร้อมเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ

3. การประชุม “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs”

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้หัวข้อ “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” โดยเน้นบทบาทของกลไกทางการเงินและกลไกตลาดในการสนับสนุนการลงทุนสีเขียว การระดมทุนจากภาคเอกชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกับธนาคารโลก เพื่อเร่งระดมเงินทุนและขยายการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง กระทรวงการคลังจึงได้สนับสนุนให้เกิดธุรกรรมคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) ผ่านการให้วงเงินกู้ วงเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำไปสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้ภาครัฐและเอกชนสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Now) รวมถึงปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานการซื้อขายในระดับสากล โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะสนับสนุนกลไกการรวบรวม ตรวจสอบ และสร้างมูลค่าจากผลการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาด สนับสนุนการกำหนดราคาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ขายคาร์บอนเครดิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ภายในงานยังได้แสดงความก้าวหน้าของ 3 ความร่วมมือสำคัญ ที่เชื่อมโยงการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ การพัฒนาตลาดคาร์บอน และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่

ความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม

ความร่วมมือด้านการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตจากโครงการ LCC โดยธนาคารกรุงไทยสนับสนุนการรวบรวมคาร์บอนเครดิตและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนากลไกประมูลและค้นหาราคาที่โปร่งใส พร้อมด้วย Grab, ACEIS Electric and Power Co., Ltd. และ DriverAI ที่แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อหลักในอนาคต เพื่อสนับสนุนความต้องการซื้อในตลาดและต่อยอดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐาน รวมถึงได้รับการออกเครดิตก่อนจำหน่าย

ความร่วมมือระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) สำหรับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด–ระยอง มุ่งดึงเงินทุนภาคเอกชนสนับสนุนพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน และอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ชีวภาพ และหมุนเวียน พร้อมศึกษาการเชื่อมโยงกับโครงการ LCC เพื่อเพิ่มโอกาสใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนการลงทุน

การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสอดคล้องกับนโยบายในการใช้กลไกทางการเงินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาครัฐและสถาบันการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทในการช่วยลดข้อจำกัดของตลาดและสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่จำเป็น ขณะที่ภาคเอกชนและตลาดทุนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเมื่อโครงการมีมาตรฐาน มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน

กลไกทางการเงินดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจทั้งจากการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างงาน และการต่อยอดธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทย อีกทั้งยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

4. การหารือทวิภาคี (Bilateral Meeting)

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือทวิภาคีผู้แทนประเทศในระดับรัฐมนตรีและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ดังนี้

4.1 Paul Chan Mo-po เลขาธิการการคลังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดยมุ่งเชื่อมโยงการลงทุนกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Bank of Investment: BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering: IPO) โดยเฉพาะในสาขาการแพทย์และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางส่งเสริมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและฮ่องกง อันจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนในระดับสากล ทั้งนี้ ฝ่ายฮ่องกงได้เชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (APEC Finance Ministers’ Meeting) ระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินในระดับภูมิภาค

4.2 Capital Group เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนระยะยาวและกองทุนที่กำหนดปีเป้าหมายการเกษียณ (Target Date Fund) ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการนำมาใช้ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบการออมเพื่อการเกษียณในประเทศไทย การหารือดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการออมระยะยาวและการพัฒนาบัญชีการลงทุนเพื่อการออมระยะยาว (TISA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน สร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประชาชนในวัยเกษียณ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทย

4.3 Ladislav Kamenický รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐสโลวัก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การคลัง การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญคือการหารือแนวทางจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement: DTA) ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน อันจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนและส่งเสริมการขยายตัวของการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไทยและสโลวาเกียต่างมีศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานการผลิต

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU Free Trade Agreement: FTA) เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างกัน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานด้านนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) โดยไทยอยู่ระหว่างกระบวนการประเมินทางเทคนิค ครอบคลุมประเด็นด้านการคลัง ตลาดการเงิน และธรรมาภิบาล ซึ่งประสบการณ์ของสโลวาเกียในฐานะประเทศสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมของไทย ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในระยะยาว

ทั้งนี้ ยังมีวาระการประชุมและเวทีเสวนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ งานแถลงข่าว Bangkok Dialogue Notes: Host Country Reflection and Contributions to the Global Dialogue การเสวนาเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญและการระดมทุนเพื่อการลงทุนในประเทศ (Pension Fund Reforms and Investment Strategies for Domestic Investments) การแถลงสรุปผลการประชุม IMFC (IMFC Press Briefing) ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดการประชุมประจำปีฯ ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand

ดาวน์โหลดรายงานการประชุมประจำวัน 17 ตุลาคม 2569 (PDF)

แชร์โพสต์นี้

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวและอัปเดตเกี่ยวกับการประชุมประจำปี 2569 และการเตรียมการของประเทศไทย

    สศค. พลิกโฉมการคลังสู่ความยั่งยืน ก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของไทยก่อนก้าวสู่เวทีโลกในบทบาทเจ้าภาพ AM2026

    สศค. พลิกโฉมการคลังสู่ความยั่งยืน ก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของไทยก่อนก้าวสู่เวทีโลกในบทบาทเจ้าภาพ AM2026

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดเชิงนโยบายของข้าราชการรุ่นใหม่ของ สศค. พร้อมทั้งรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมงานกว่า 400

    อ่านเพิ่มเติม
    กดติดตามไว้ ไม่ตกเทรนด์

    กดติดตามไว้ ไม่ตกเทรนด์

    ชี้พิกัด ช่องทางการติดตามการประชุมระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีหน้า เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการ เชื่อมต่อผู้เข้าร่วมประชุม และผู้คนจากทั่วโลกผ่านโลกออนไลน์ โดยใช้ Social Media ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น...

    อ่านเพิ่มเติม
    ไทยเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings ปี 2569

    ไทยเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings ปี 2569

    สร้างการรับรู้สู่แวดวงวิชาการและนักวิเคราะห์ ผ่านเวทีสัมมนาวิชาการคลัง–ธปท.

    อ่านเพิ่มเติม