17 ต.ค. 2569
แชร์โพสต์นี้

วันที่ 17 ตุลาคม 2569
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง (การประชุมประจำปีฯ) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการประชุมระดับนโยบายของคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (IMFC Plenary) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและภูมิคุ้มกันระบบการเงินโลก ตลอดจนการหารือในเวทีสัมมนาสถาบันการเงินระหว่างประเทศ G30 (G30 International Banking Seminar) ซึ่งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่รับผิดชอบ (Responsible Innovation) และการขับเคลื่อนกรอบนโยบาย ‘Bangkok Blueprint’ เพื่อจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัลข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำเสนอบทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย หรือ “Bangkok Dialogue Notes” ตอกย้ำบทบาทเชิงรุกของไทยในการทำหน้าที่เป็น “ผู้เชื่อมโยงที่ไว้วางใจได้” (Trusted Connector) โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
IMF ชี้ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าควรให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน ผ่านการลดความเปราะบางทางการคลังและการปรับฐานะการคลังให้สมดุล (Fiscal Consolidation) ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่ยังสูง ควบคู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา (Price Stability) การรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง การสื่อสารที่ชัดเจน และความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนการกำกับดูแลความเสี่ยงในภาคการเงินที่ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank Financial Institutions) การเงินดิจิทัล AI และภัยไซเบอร์ (2) การสร้างโอกาสในการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การส่งเสริมการแข่งขันและการเข้าถึงเงินทุน การลงทุนในทุนมนุษย์และทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับยุค AI รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงาน และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลก (Global Imbalances) ลดความตึงเครียดทางการค้า และรับมือกับความเสี่ยงข้ามพรมแดน รวมถึงความเสี่ยงจากการลงทุนด้าน AI ที่มีการกระจุกตัวสูง โดย Bangkok Blueprint เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเสริมประสิทธิภาพการรับมือภัยทุจริตทางดิจิทัลข้ามพรมแดน
IMF ยังเดินหน้าปรับปรุงกรอบการดำเนินงานและเครื่องมือให้มีความคล่องตัว ตรงจุด และให้น้ำหนักกับความเสี่ยงและบริบทของประเทศสมาชิกมากขึ้น ทั้งด้านการติดตามดูแลเศรษฐกิจการเงิน การประเมินภาคการเงิน การวิเคราะห์เสถียรภาพด้านต่างประเทศและความยั่งยืนของหนี้ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและการออกแบบนโยบายหรือโครงการช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อช่วยให้สมาชิกรับมือกับความไม่แน่นอนและเสริมภูมิคุ้มกันในระยะยาว
สมาชิกส่วนใหญ่เห็นพ้องกับ IMF ว่าเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การสร้างกันชนทางนโยบาย (Policy Buffers) และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับผลิตภาพและการเติบโต รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก AI ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง โดยสนับสนุนการนำผลการทบทวนนโยบายของ IMF ไปปฏิบัติ การเสริมบทบาทด้านการวิเคราะห์ Global Imbalances และผลกระทบข้ามพรมแดน ตลอดจนการเดินหน้าปฏิรูปโควตาและธรรมาภิบาลของกองทุน
นายวิทัย รัตนากร (นายวิทัยฯ) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนา Annual International Banking Seminar ที่ ธปท. เป็นเจ้าภาพร่วมกับ Group of 30 (G30) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ประกอบด้วย ผู้ว่าธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคการเงิน และนักวิชาการจากนานาประเทศ โดยเป็นการเสวนาภายใต้หัวข้อ Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับการรักษาเสถียรภาพในยุคการเงินดิจิทัล โดยงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการจากทั่วโลก
นายวิทัยฯ ได้ย้ำความสำคัญของ Responsible Innovation Framework โดยการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของบริการด้านการเงินให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย ต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ รวมทั้งการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัยและทั่วถึง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบ ด้วยแนวคิดดังกล่าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ IMF กลุ่มธนาคารโลก และ ธปท. ร่วมกันผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถใช้เป็นหลักการอ้างอิงและนำไปปรับใช้กับบริบทของแต่ละประเทศได้ต่อไป
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นว่า AI และนวัตกรรมทางการเงินสามารถเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพของระบบการเงิน แต่ก็อาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่และเปลี่ยนกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน จึงต้องปรับกรอบกำกับดูแลให้ทันต่อความเสี่ยง พร้อมเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้หัวข้อ “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” โดยเน้นบทบาทของกลไกทางการเงินและกลไกตลาดในการสนับสนุนการลงทุนสีเขียว การระดมทุนจากภาคเอกชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกับธนาคารโลก เพื่อเร่งระดมเงินทุนและขยายการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง กระทรวงการคลังจึงได้สนับสนุนให้เกิดธุรกรรมคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) ผ่านการให้วงเงินกู้ วงเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำไปสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้ภาครัฐและเอกชนสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Now) รวมถึงปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานการซื้อขายในระดับสากล โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะสนับสนุนกลไกการรวบรวม ตรวจสอบ และสร้างมูลค่าจากผลการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาด สนับสนุนการกำหนดราคาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ขายคาร์บอนเครดิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ภายในงานยังได้แสดงความก้าวหน้าของ 3 ความร่วมมือสำคัญ ที่เชื่อมโยงการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ การพัฒนาตลาดคาร์บอน และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่
ความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม
ความร่วมมือด้านการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตจากโครงการ LCC โดยธนาคารกรุงไทยสนับสนุนการรวบรวมคาร์บอนเครดิตและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนากลไกประมูลและค้นหาราคาที่โปร่งใส พร้อมด้วย Grab, ACEIS Electric and Power Co., Ltd. และ DriverAI ที่แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อหลักในอนาคต เพื่อสนับสนุนความต้องการซื้อในตลาดและต่อยอดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐาน รวมถึงได้รับการออกเครดิตก่อนจำหน่าย
ความร่วมมือระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) สำหรับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด–ระยอง มุ่งดึงเงินทุนภาคเอกชนสนับสนุนพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน และอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ชีวภาพ และหมุนเวียน พร้อมศึกษาการเชื่อมโยงกับโครงการ LCC เพื่อเพิ่มโอกาสใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนการลงทุน
การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสอดคล้องกับนโยบายในการใช้กลไกทางการเงินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาครัฐและสถาบันการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทในการช่วยลดข้อจำกัดของตลาดและสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่จำเป็น ขณะที่ภาคเอกชนและตลาดทุนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเมื่อโครงการมีมาตรฐาน มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน
กลไกทางการเงินดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจทั้งจากการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างงาน และการต่อยอดธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทย อีกทั้งยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือทวิภาคีผู้แทนประเทศในระดับรัฐมนตรีและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ดังนี้
4.1 Paul Chan Mo-po เลขาธิการการคลังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดยมุ่งเชื่อมโยงการลงทุนกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Bank of Investment: BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering: IPO) โดยเฉพาะในสาขาการแพทย์และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางส่งเสริมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและฮ่องกง อันจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนในระดับสากล ทั้งนี้ ฝ่ายฮ่องกงได้เชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (APEC Finance Ministers’ Meeting) ระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินในระดับภูมิภาค
4.2 Capital Group เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนระยะยาวและกองทุนที่กำหนดปีเป้าหมายการเกษียณ (Target Date Fund) ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการนำมาใช้ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบการออมเพื่อการเกษียณในประเทศไทย การหารือดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการออมระยะยาวและการพัฒนาบัญชีการลงทุนเพื่อการออมระยะยาว (TISA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน สร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประชาชนในวัยเกษียณ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทย
4.3 Ladislav Kamenický รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐสโลวัก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การคลัง การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญคือการหารือแนวทางจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement: DTA) ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน อันจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนและส่งเสริมการขยายตัวของการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไทยและสโลวาเกียต่างมีศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานการผลิต
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU Free Trade Agreement: FTA) เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างกัน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานด้านนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) โดยไทยอยู่ระหว่างกระบวนการประเมินทางเทคนิค ครอบคลุมประเด็นด้านการคลัง ตลาดการเงิน และธรรมาภิบาล ซึ่งประสบการณ์ของสโลวาเกียในฐานะประเทศสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมของไทย ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในระยะยาว
ทั้งนี้ ยังมีวาระการประชุมและเวทีเสวนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ งานแถลงข่าว Bangkok Dialogue Notes: Host Country Reflection and Contributions to the Global Dialogue การเสวนาเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญและการระดมทุนเพื่อการลงทุนในประเทศ (Pension Fund Reforms and Investment Strategies for Domestic Investments) การแถลงสรุปผลการประชุม IMFC (IMFC Press Briefing) ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดการประชุมประจำปีฯ ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand
แชร์โพสต์นี้
ข่าวและอัปเดตเกี่ยวกับการประชุมประจำปี 2569 และการเตรียมการของประเทศไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดเชิงนโยบายของข้าราชการรุ่นใหม่ของ สศค. พร้อมทั้งรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมงานกว่า 400
อ่านเพิ่มเติม
ชี้พิกัด ช่องทางการติดตามการประชุมระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีหน้า เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการ เชื่อมต่อผู้เข้าร่วมประชุม และผู้คนจากทั่วโลกผ่านโลกออนไลน์ โดยใช้ Social Media ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น...
อ่านเพิ่มเติม
สร้างการรับรู้สู่แวดวงวิชาการและนักวิเคราะห์ ผ่านเวทีสัมมนาวิชาการคลัง–ธปท.
อ่านเพิ่มเติม