บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย นับตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพของการประชุม World Bank/IMF Annual Meetings ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2534 จนถึงการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี พ.ศ. 2569 ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษครึ่ง ประเทศไทยได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากประเทศที่อยู่ในช่วงเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม สู่เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พ.ศ. 2534![]()
ในปี พ.ศ. 2534 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank/IMF Annual Meetings ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และได้รับความสนใจจากนานาชาติในฐานะหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่นที่สุดของภูมิภาคเอเชีย เศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product) เติบโตในระดับสูง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก


พ.ศ. 2540-2550![]()
วิกฤตการเงินเอเชีย พ.ศ. 2540 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย โดยส่งผลให้ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นการเติบโตอย่างรวดเร็วไปสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ช่วงเวลานี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในรูปแบบเฉพาะของประเทศไทย
พ.ศ. 2553-2562![]()
ตลอดช่วงทศวรรษนี้ ประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างกันชนทางเศรษฐกิจมหภาคผ่านการเติบโตที่หลากหลายและความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค


พ.ศ. 2563-2568![]()
ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และระยะฟื้นฟูภายหลังวิกฤต ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างโดดเด่น แทนที่จะพึ่งพามาตรการบรรเทาแบบดั้งเดิม ประเทศไทยได้นำมาตรการการคลังดิจิทัลขั้นสูงมาใช้ ซึ่งช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
พ.ศ. 2569![]()
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวนและความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น เหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนความจริงสำคัญประการหนึ่งว่าความยืดหยุ่นไม่อาจถูกมองเป็นเพียงแนวคิดเชิงป้องกันอีกต่อไป แต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์แห่งการฟื้นฟูและการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง สำหรับประเทศไทย นั่นหมายถึงการไม่เพียงบริหารจัดการความผันผวนในระยะสั้น หากแต่ใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการเร่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
ในการมุ่งสู่ New Horizons ประเทศไทยกำลังปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและความมั่งคั่งที่กระจายอย่างทั่วถึง ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ช่วงเวลานี้จากฐานะที่มั่นคง โดยมีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง ระดับหนี้สาธารณะที่บริหารจัดการได้ และกันชนภายนอกประเทศที่มั่นคง ปัจจัยเหล่านี้ช่วยสร้างพื้นที่เชิงนโยบายสำหรับรับมือความเสี่ยงระยะสั้น ควบคู่กับการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว
การเสริมศักยภาพประชาชนผ่านความเท่าเทียมทางดิจิทัล (Empowering People through Digital Equity):ประเทศไทยกำลังยกระดับทุนมนุษย์ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลสำหรับ SMEs ผู้ค้ารายย่อย และแรงงานนอกระบบ เพื่อให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนำไปสู่การเติบโตที่ครอบคลุมและโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจายอย่างทั่วถึง
การสร้างความเข้มแข็งผ่านการปฏิรูปการคลังและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Building Resilience through Fiscal and Green Transformation):ประเทศไทยกำลังเสริมสร้างกันชนทางเศรษฐกิจผ่านการบริหารการคลังอย่างรอบคอบ การปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศ และการพัฒนากลไกภาษีคาร์บอน ควบคู่กับการใช้การเงินเพื่อความยั่งยืนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนผ่านกรอบนโยบาย “4T Framework” ของรัฐบาล โดยมุ่งเปลี่ยนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้างไปสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า(Target) สำหรับครัวเรือนเปราะบางและ SMEs ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง PromptPay เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนโยบาย เร่งการเปลี่ยนผ่าน (Transition) สู่พลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573 พร้อมทั้งส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล รวมถึงผลักดันการลงทุน (Transform) ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจชีวภาพ และภูมิคุ้มกันรูปแบบใหม่ผ่านระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม (Safe and Inclusive Digital Finance)ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และเครือข่ายอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม (Together)

ในการประชุมประจำปี พ.ศ. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ผู้แทนจากนานาประเทศจะได้เห็นประเทศไทยในฐานะประเทศที่เรียนรู้จากบทเรียนในอดีต และกำลังกำหนด “New Horizons” ของตนเองอย่างมั่นใจ ผ่านการมุ่งเน้นการเสริมศักยภาพประชาชนและการสร้างความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยพร้อมที่จะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อสถาปัตยกรรมการเงินโลกและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาคมโลกต่อไป