รายงานการประชุมประจำวัน 14 ตุลาคม 2569

โดย Thailand 2026 Annual Meetings Team

14 ต.ค. 2569

แชร์โพสต์นี้

รายงานการประชุมประจำวัน 14 ตุลาคม 2569

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569

และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 14 ตุลาคม 2569

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (การประชุมประจำปีฯ) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการประชุมร่วมหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ผ่านการประชุมร่วมระหว่างอาเซียน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) พร้อมด้วยวาระสำคัญในการประกาศกรอบนโยบายระดับโลก “Bangkok Blueprint” เพื่อจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัลตลอดจนการเผยแพร่รายงานนโยบายเศรษฐกิจและการคลังที่สำคัญ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การประชุมร่วมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกกลุ่มออกเสียงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 57 (Joint IMF-WBG SEAVG Briefing)

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (ดร. เอกนิติฯ) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม Joint IMF-WBG SEAVG Briefing ครั้งที่ 57 โดยมี นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้แทนประเทศสมาชิกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน การส่งเสริมการเติบโตโดยภาคเอกชน และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

การประชุมยังหารือถึงผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานในเอเชีย ทั้งโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพและความเสี่ยงต่อการจ้างงาน ตลอดจนบทบาทของกลุ่มธนาคารโลกในการระดมทุนภาคเอกชนเพื่อสร้างงาน ผ่านการขยายเครื่องมือค้ำประกันและเพิ่มประสิทธิภาพการอนุมัติโครงการ รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวันของการประชุม Joint IMF-WBG SEAVG ดร.เอกนิติฯ ได้หารือทวิภาคีกับ Suahasil Nazara รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน ตลอดจนการเสริมสร้างความเชื่อมโยงและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน

2. Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร (นายวิทัยฯ) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกล่าวเปิดตัว “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล โดย ดร. เอกนิติฯ เน้นย้ำว่า อาชญากรรมทางการเงินเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อน เนื่องจากผู้เสียหาย มิจฉาชีพ และเส้นทางการเงินอาจเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงติดตามเส้นทางการเงิน และช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายวิทัยฯ ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ หลักการ และแนวทางดำเนินงานภายใต้กรอบ “Bangkok Blueprint” ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ริเริ่มแนวคิดร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก โดยต่อยอดจากบทเรียนและประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนา Bangkok Blueprint เป็นเสมือนเข็มทิศนโยบายที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ผ่านการขับเคลื่อนใน 3 ด้านสำคัญ (1) แนวทางรับมือแบบครบวงจร โดยให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบ (2) การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อจัดการปัญหาภัยการเงินข้ามพรมแดน และ (3) การส่งเสริมให้หน่วยงานกำหนดมาตรฐาน (standard setters) ใช้เป็น input เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติสากลในการจัดการภัยการเงินดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ Bangkok Blueprint จะช่วยเสริมการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Connect the Dots” ของประเทศไทย ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางการเงิน พร้อมต่อยอดสู่การวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ โดยประกอบด้วย 5 เสาหลักและ 12 แนวทางสำคัญ นอกจากนี้ ในการประชุมประจำปีฯ ยังมีการนำเสนอเอกสาร “Bangkok Blueprint in Action” ซึ่งจัดทำโดย ธปท. ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อรวบรวมประสบการณ์และบทเรียนเชิงปฏิบัติจากฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย สำหรับให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง โดย ดร. เอกนิติฯ ย้ำว่า อาชญากรรมทางการเงินไม่มีพรมแดน การป้องกันและปราบปรามจึงต้องอาศัยความร่วมมือที่ก้าวข้ามพรมแดนเช่นกัน เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัยและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนทั่วโลก

3. IMF Managing Director Press Briefing on the Global Policy Agenda

คริสตาลินา กอร์เกียวา (คริสตาลินาฯ) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าควรให้ความสำคัญกับ (1) การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เหมาะสม รวมทั้งการยกระดับการกำกับดูแลความเสี่ยงในภาคการเงิน (2) การส่งเสริมการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และ (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยกันรับมือกับความเสี่ยงการเงินดิจิทัล รวมถึงดูแลความไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลกและปัญหาความตึงเครียดทางการค้า ทั้งนี้ IMF จะปรับกระบวนการทำงานภายในองค์กร ทั้งด้านการประเมินความเสี่ยงและการออกแบบนโยบายเพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิกรับมือกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ คริสตาลินาฯ ยังได้ขอบคุณประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมที่ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมอย่างอบอุ่นและจัดงานได้อย่างประทับใจในทุกมิติ

4. Fiscal Monitor (FM)

IMF ได้ออกรายงาน Fiscal Monitor ซึ่งชี้ว่าความเสี่ยงทางการคลังกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และพื้นที่การคลังที่น้อยลง ในบริบทดังกล่าว IMF จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ (1) การปรับปรุงระบบภาษีและโครงสร้างการใช้จ่ายภาครัฐให้เอื้อต่อการเติบโตมากขึ้นและลดการบิดเบือนกลไกทางเศรษฐกิจ (2) สำหรับประเทศที่มีหนี้สูง ควรเริ่มลดการขาดดุลทางการคลัง (fiscal consolidation) ตั้งแต่ตอนนี้ โดยอาศัยแผนการดำเนินการที่น่าเชื่อถือและอยู่บนสมมติฐานที่สมจริง และ (3) มาตรการดูแลราคาพลังงานควรใช้อย่างจำกัด เป็นการชั่วคราว และเฉพาะกลุ่ม

5. IIF Annual Meeting

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีสนทนา In Conversation กับ Tim Adams ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance: IIF) ในการประชุม IIF Annual Membership Meeting 2026 ภายใต้หัวข้อ “Growth, Risk, and the New Map of Global Finance” ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพมหานคร โดยนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ STI (Stabilise–Transition–Invest) ซึ่งมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ และลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังและการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด

ดร.เอกนิติฯ ยังนำเสนอแนวทางสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน (Investment-led Growth) โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาด AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมยกระดับการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยเน้นบทบาทของ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และตลาดทุนในการระดมเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงบทบาทของไทยในฐานะ “ตัวกลาง” Trusted Connector ที่เชื่อมโยงอาเซียนกับเศรษฐกิจโลก เพื่อเปลี่ยนความผันผวนและความท้าทายให้เป็นโอกาสในการลงทุนและสร้างการเติบโตรอบใหม่ของประเทศไทย

6. การหารือทวิภาคี (Bilateral Meeting)

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือทวิภาคีกับ Dato Dr Amin Liew Abdullah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่สองของบรูไนดารุสซาลาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยเน้นการต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับ Brunei Investment Agency (BIA) ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) ที่ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2567 เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนและสร้างความเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างไทยกับบรูไนในระยะยาว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทาง สร้างเสถียรภาพทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเงินอิสลาม (Islamic Finance) ผ่านการขยายความร่วมมือระหว่างธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank) กับสถาบันการเงินของบรูไนเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Gilles Roth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์ก ได้ร่วมกันลงนามใน MoU ระหว่างกระทรวงการคลังแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการคลังแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์ก โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านบริการทางการเงินระหว่างสองประเทศ ครอบคลุมการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) กองทุนรวม ตลาดทุน การธนาคาร และการประกันภัย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านนวัตกรรมและกฎระเบียบทางการเงิน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคการเงินให้มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ การจัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการเงินอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนแสวงหาโอกาสในการส่งเสริมกิจกรรมการลงทุนร่วมกัน เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงินและตลาดทุนของไทยกับลักเซมเบิร์ก และเป็นประตูสู่ความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงินและตลาดทุนของภูมิภาคอาเซียนและยุโรป ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างสองประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เชื่อมโยงกับตลาดการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการระดมทุนและการลงทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับIndranee Rajah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่สองของสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนและความแบ่งขั้วที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน ตลอดจนการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและตั้งอยู่บนกติกาสากล

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านการเงินสีเขียว การเงินดิจิทัล และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยฝ่ายสิงคโปร์ได้นำเสนอแนวคิดการเป็นประธานอาเซียนในปี 2570 ภายใต้หัวข้อ “Connect, Converge, Catalyse” ซึ่งมุ่งส่งเสริมความเชื่อมโยงและความร่วมมือภายในภูมิภาค พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างความต่อเนื่องของแนวคิดหลักระหว่างการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนความร่วมมือของอาเซียนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือกับ Lan Fo ‘an รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างไทยกับจีน โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Cooperative Partnership) โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงาน พัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ไทย ตลอดจนการขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ เกษตรอัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการตัดวงจรเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์

ในด้านเศรษฐกิจโลก ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก อาทิ ความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ Lan Fo ‘an ยังได้เชิญ ดร. เอกนิติฯ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (33rd APEC Finance Ministers’ Meeting: FMM) ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือ Martin Schlegel ประธานคณะกรรมการบริหาร ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน

ทั้งนี้ ยังมีวาระการประชุมและเวทีเสวนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เวที World Bank Group Flagship ในหัวข้อการระดมทุนภาคเอกชนสู่ตลาดเกิดใหม่เพื่อสร้างงาน (Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs) เวทีเสวนาว่าด้วยการกระจายความเสี่ยงทางการค้า (Trade Diversification in Turbulent Times) การประชุมยกระดับบริการภาครัฐและการจัดเก็บภาษียุค AI (Digital Government & Rethinking Taxation for the AI Era) เป็นต้น ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดการประชุมประจำปีฯ ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand

ดาวน์โหลดรายงานการประชุมประจำวัน 14 ตุลาคม 2569 (PDF)

แชร์โพสต์นี้

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวและอัปเดตเกี่ยวกับการประชุมประจำปี 2569 และการเตรียมการของประเทศไทย

    สศค. พลิกโฉมการคลังสู่ความยั่งยืน ก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของไทยก่อนก้าวสู่เวทีโลกในบทบาทเจ้าภาพ AM2026

    สศค. พลิกโฉมการคลังสู่ความยั่งยืน ก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของไทยก่อนก้าวสู่เวทีโลกในบทบาทเจ้าภาพ AM2026

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดเชิงนโยบายของข้าราชการรุ่นใหม่ของ สศค. พร้อมทั้งรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมงานกว่า 400

    อ่านเพิ่มเติม
    กดติดตามไว้ ไม่ตกเทรนด์

    กดติดตามไว้ ไม่ตกเทรนด์

    ชี้พิกัด ช่องทางการติดตามการประชุมระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีหน้า เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการ เชื่อมต่อผู้เข้าร่วมประชุม และผู้คนจากทั่วโลกผ่านโลกออนไลน์ โดยใช้ Social Media ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น...

    อ่านเพิ่มเติม
    ไทยเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings ปี 2569

    ไทยเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings ปี 2569

    สร้างการรับรู้สู่แวดวงวิชาการและนักวิเคราะห์ ผ่านเวทีสัมมนาวิชาการคลัง–ธปท.

    อ่านเพิ่มเติม