13 ต.ค. 2569
แชร์โพสต์นี้

วันที่ 13 ตุลาคม 2569
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (การประชุมประจำปีฯ) ปี 2569 (2026 International Monetary Fund (IMF) - World Bank Group Annual Meetings) และ การประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการประชุม เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยครอบคลุมการหารือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภูมิภาค การปรับตัวท่ามกลางความท้าทายและความเสี่ยงต่าง ๆ รวมทั้งการถอดบทเรียนพัฒนาการและการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยตลอดกว่าสามทศวรรษ ตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการประชุมประจำปีฯ ครั้งแรก เมื่อปี 2534 โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (ดร. เอกนิติฯ) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวใน การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียนร่วมกับนาย Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งเป็น ครั้งแรกที่มีการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในการประชุมประจำปีฯ โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ยังมีช่องว่างระหว่างศักยภาพกับการลงทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้จริง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ ดร.เอกนิติฯ ชูบทบาทของกลุ่มธนาคารโลกในการช่วยอาเซียนแก้ไขข้อจำกัด ด้านกฎระเบียบ เพื่อขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงาน เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงานและสร้างงานที่มีคุณภาพ รวมทั้งช่วยให้ประเทศอาเซียนรับมือและปรับตัว (Adaptation) กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการให้ความรู้และสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่าความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับกลุ่มธนาคารโลกต้องมีความสัมพันธ์มากกว่าความร่วมมือด้านการเงินเพื่อนำไปสู่การสร้าง ขีดความสามารถในการใช้เงินทุนให้เกิดประโยชน์ทวีคูณ พร้อมผลักดันให้อาเซียนเป็นต้นแบบของการเชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุน เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ดร. วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้แทนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้หารือร่วมกับ นางคริสตาลีนา กอเกียร์วา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และคณะผู้บริหารระดับสูงของ IMF ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียน และบทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และแนวนโยบายเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาค โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจอาเซียนจะขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปี 2569 และร้อยละ 4.7 ในปี 2570 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากบทบาทของภูมิภาคในห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีและ AI อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น เช่น ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ภาระหนี้ที่สูงขึ้น ราคาพลังงานผันผวน และ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น โดยที่ประชุมให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของแรงงานให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการนำ AI มาใช้ และการส่งเสริมการค้าบริการ (Trade in Services) ในภูมิภาค การยกระดับระบบคุ้มครองทางสังคม และการเพิ่มรายได้ภาครัฐเพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังสำหรับรองรับความเสี่ยงในอนาคต
ในส่วนของประเทศสมาชิกอาเซียน มีการแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ รวมทั้งการเปิดเสรีภาคบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอื่น ๆ ยังเน้นการรักษาวินัยการคลัง การส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ IMF พร้อมสนับสนุนคำแนะนำเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ รวมถึงเสริมความร่วมมือกับกลไก Chiang Mai Initiative Multilateralization (CMIM) และสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมเสวนาบนเวทีเสวนาหลักของไทยในหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” ซึ่งว่าด้วยการรับมือกับความแตกแยก ทางเศรษฐกิจโลก ส่งเสริมความร่วมมือและยกระดับความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง โดยเน้นย้ำว่า ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ผ่านการค้า การเคลื่อนย้ายเงินทุน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ประเทศ ขนาดกลางจึงจำเป็นต้องรักษาระบบการค้าโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงและ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนโอกาสจากการลงทุนให้เป็นการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของโลก เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจในประเทศได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง พร้อมเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การค้าบริการ การชำระเงินดิจิทัล และการพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนนอกภูมิภาคและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อระดมเงินทุนและสนับสนุนโครงการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การเป็นประเทศที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคจะเกิดความยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อความร่วมมือดังกล่าว สร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโต ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ ดร. เอกนิติฯ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยควรมีบทบาทเป็น “ตัวกลาง” (Trusted Connector) เพื่อเชื่อมโยงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ผ่านการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (Rules-based International Order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจน ขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการเสวนาระดับสูง Thailand Special Seminar ภายใต้หัวข้อ “Bangkok 1991–2026: Thailand’s Path to Resilient and Inclusive Growth” เพื่อสะท้อนเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ เมื่อปี 2534 ตลอดจนถอดบทเรียนจากการเติบโต ทางเศรษฐกิจในอดีต เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตระลอกใหม่ (Second Take-off) โดยการเติบโตระลอกแรกของไทยขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก และการวางรากฐานเชิงสถาบัน ขณะที่การเติบโตระลอกใหม่จำเป็นต้องมุ่งเปลี่ยนโอกาสจากกระแสการลงทุนระหว่างประเทศและพัฒนาการด้านเทคโนโลยีให้เป็นการเพิ่ม ผลิตภาพ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความพร้อมให้ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจายอย่างทั่วถึง เพื่อวางรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว โดยรัฐบาลพร้อมดำเนินการลดอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน และพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่นี้ต่อไป
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญแรงกระแทกต่อเนื่องโดยเฉพาะจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงและไม่สามารถปรับตัวได้เท่าทันการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและ AI จะมีความเปราะบางมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงเริ่มมีข้อจำกัดจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนจากการลงทุนใน AI และความเปราะบางด้านการคลังของหลายประเทศ ทั้งนี้ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.1 ก่อนที่จะปรับดีขึ้นเป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นที่ร้อยละ 4.7 ในปี 2569 จากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้นและคาดว่าจะชะลอลงเป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2570 สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.1 สำหรับปี 2569 และปี 2570
รายงาน Global Financial Stability Report ประเมินว่าตลาดการเงินโลกยังมีเสถียรภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เงินเฟ้อสูง และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย โดยมีแรงสนับสนุนจากผลประกอบการภาคธุรกิจ ที่แข็งแกร่งและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินยังอยู่ในระดับสูง จากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงและความผันผวนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปรับฐานของราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และภัยคุกคามไซเบอร์ที่อาจรุนแรงขึ้น จากระบบการเงินที่พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลและมีความเชื่อมโยงกันสูงขึ้นต่อเนื่อง
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีการหารือกับนาย Kazuhiko Amakawa ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนญี่ปุ่นในประเทศไทยและให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการเงินในการสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงานและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่นในระยะยาว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมหารือกับนาย Emmanuel Moulin ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (Banque de France) และนาย Stephane Latouche ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อวางแนวทางส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การหารือเชิงเทคนิค และความร่วมมือระหว่างธนาคารกลาง
ทั้งนี้ ยังมีวาระการประชุมและเวทีเสวนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เวทีสัมมนา World Bank Group Flagship ด้านการใช้ข้อมูลและนวัตกรรมทางการเงินเพื่อสนับสนุนธุรกิจวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (Micro, Small and Medium Enterprises (MSME) Finance: Leveraging Data for Jobs) การอภิปรายในเวที New Economy Forum ในประเด็นเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล Agentic AI และโครงสร้างระบบการคลังดิจิทัล การเปิดมุมมองใน Knowledge Café หัวข้อ Data Centers การแถลงทิศทางของกลุ่มประเทศ G-24 ตลอดจนการประชุมหารือของผู้บริหารระดับสูงทางการเงินจากชาติต่าง ๆ เป็นต้น โดยประชาชนทั่วไปสามารถรับชมการประชุมที่สำคัญอื่น ๆ ผ่านการถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง Facebook “AM2026 Thailand” และติดตามรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th
แชร์โพสต์นี้
ข่าวและอัปเดตเกี่ยวกับการประชุมประจำปี 2569 และการเตรียมการของประเทศไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดเชิงนโยบายของข้าราชการรุ่นใหม่ของ สศค. พร้อมทั้งรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมงานกว่า 400
อ่านเพิ่มเติม
ชี้พิกัด ช่องทางการติดตามการประชุมระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีหน้า เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการ เชื่อมต่อผู้เข้าร่วมประชุม และผู้คนจากทั่วโลกผ่านโลกออนไลน์ โดยใช้ Social Media ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น...
อ่านเพิ่มเติม
สร้างการรับรู้สู่แวดวงวิชาการและนักวิเคราะห์ ผ่านเวทีสัมมนาวิชาการคลัง–ธปท.
อ่านเพิ่มเติม