ข้อคิดจากประเทศไทยสู่โลกในฐานะเจ้าภาพการประชุม การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (2026 International Monetary Fund and World Bank Annual Meetings)

โลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และโครงสร้างประชากร ที่ต่างจากเดิม ประเทศต่าง ๆ จึงเร่งดูแลห่วงโซ่อุปทาน สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากร และลงทุนในสิ่งที่จำเป็นต่ออนาคต
แต่โจทย์ไม่ได้มีเพียงการแบ่งขั้วระหว่างประเทศ ภายในแต่ละประเทศ ก็มีคนที่ได้ประโยชน์และคนที่ปรับตัวไม่ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเข้าถึงเทคโนโลยี และตลาดใหม่ได้เร็วกว่า SMEs ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจเติบโตเร็วกว่ารายได้จากการทำงาน บางชุมชนคว้าโอกาสใหม่ได้ ขณะที่บางชุมชนยังขาดเครื่องมือที่จะก้าวตาม เมื่อประโยชน์จากการเชื่อมต่อกับโลกไปไม่ถึงคนส่วนใหญ่ ความเชื่อมั่นของประชาชนก็อาจลดลง และการสร้างแรงสนับสนุนให้ประเทศเปิดกว้างและร่วมมือกับโลกก็ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การหันหลังให้โลกไม่ใช่คำตอบ เพราะหลายปัญหาไม่มีประเทศใดแก้ได้ลำพัง AI ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ การรับมือโลกร้อนต้องลงมือร่วมกัน เสถียรภาพทางการเงินต้องอาศัยความเชื่อมั่นข้ามพรมแดน และการค้าและการลงทุนยังเป็นแหล่งสำคัญของการเติบโตและโอกาส
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า เราจำเป็นต้องทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ แต่คือ เราอยากให้ประเทศเข้มแข็งในรูปแบบใด
Resilience จึงต้องมีความหมายกว้างกว่าการมีเงินสำรอง โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง หรือห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง ต้องรวมถึงการช่วยให้คนและธุรกิจผ่านแรงกระทบในวันนี้ ปรับตัวกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และมีทักษะกับความสามารถที่จะเติบโตในวันข้างหน้า
“เราจะเข้มแข็งจากภายใน พร้อมกับร่วมมือกับโลก เพื่อรับมือปัญหา และสร้างโอกาสให้คนของเราได้อย่างไร”
นี่คือคำถามที่เชื่อมการหารือต่าง ๆ ภายใต้ Bangkok Dialogue เข้าด้วยกัน
การหารือเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เสนอแนวคิดจากหลากหลายวงการ ได้แลกเปลี่ยนทั้งมุมมองและแนวทางที่นำไปทำต่อได้ โดยไม่ได้มุ่งเจรจาข้อตกลง หรือจัดทำข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ
ข้อคิดหนึ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดการหารือคือ
“ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการอยู่ลำพังด้วยตัวเอง แต่เกิดจากความร่วมมือรูปแบบใหม่ ๆ ที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจกันและกัน พร้อมกับให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ๆ”
ที่ผ่านมา เรามักตั้งคำถามว่าควรเปิดประเทศมากขึ้น หรือพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่การหารือที่กรุงเทพฯ ชวนให้มองว่า ทั้งสองเรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
โจทย์สำคัญกว่า คือเราจะเชื่อมต่อกับโลกอย่างไร ให้ประเทศและประชาชนเข้มแข็งขึ้นจริง ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดแค่ว่าค้าขายมากขึ้น มีเงินลงทุนไหลเข้ามากขึ้น หรือมีข้อมูลไหลผ่านมากขึ้น แต่ต้องดูว่า ความเชื่อมโยงเหล่านั้นตั้งอยู่บนความไว้วางใจหรือไม่ ยังพึ่งพากันได้เมื่อเกิดปัญหาหรือไม่ และช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คน ชุมชน และธุรกิจขนาดเล็กได้เพียงใด
ประเทศและสถาบันที่ทำเช่นนี้ได้ จะมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ” หรือ Trusted Connectors ข้อคิดต่อไปนี้เสนอว่า บทบาทดังกล่าวจะเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างไร
การหารือไม่ได้มุ่งให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันทั้งหมด แต่หลายเวทีสะท้อนข้อคิดที่สอดคล้องกันห้าประการ
ความเข้มแข็งของประเทศต้องเริ่มจากความเข้มแข็งผู้คน
การช่วยคนผ่านปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องช่วยให้คนและธุรกิจปรับตัวกับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปด้วย ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โอกาสเข้าสู่งาน และระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้มีความสามารถที่จะก้าวต่อไปในอนาคต และการสร้างความเข้มแข็งต้องทำร่วมกับประชาชน ให้คนมีส่วนร่วมกำหนดทางเดินของตนเองด้วย
จะสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ ต้องให้คนในประเทศเห็นประโยชน์
ความร่วมมือระหว่างประเทศจะเดินต่อได้อย่างยั่งยืน เมื่อประชาชนเห็นว่า ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้ชีวิตและธุรกิจของตนดีขึ้น และประโยชน์เหล่านั้นกระจายอย่างทั่วถึง ความไว้วางใจระหว่างประเทศจึงมีรากฐานสำคัญอยู่ที่ความเชื่อมั่นของคนในประเทศด้วย
เชื่อมกับโลกแล้ว ต้องสร้างขีดความสามารถให้คนและธุรกิจในประเทศด้วย
การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ต้องวัดผลให้ไกลกว่ายอดเงิน หรือปริมาณที่เพิ่มขึ้น ต้องดูมูลค่าที่เกิดขึ้นและคงอยู่ในประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนได้ทักษะอะไร ธุรกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างไร มีความรู้และความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ และชุมชนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นเพียงใด
ความร่วมมือในวงเล็กสามารถเป็นรากฐานของการร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็ง
ความร่วมมือในภูมิภาคหรือความร่วมมือเฉพาะเรื่อง เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ลงมือแก้ปัญหาร่วมกัน เรียนรู้ว่าอะไรได้ผล และค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน เมื่อทำสำเร็จ ก็สามารถขยายไปสู่กติกาและความร่วมมือที่กว้างขึ้นได้ เป้าหมายคือใช้ความร่วมมือที่เกิดผลจริง เป็นฐานเสริมระบบพหุภาคีให้เข้มแข็งขึ้น
ประเทศที่มีบทบาทระดับกลางในเวทีโลก (Middle Power) เชื่อมโลกได้ โดยมีสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ช่วยต่อยอด
ประเทศที่มีบทบาทระดับกลางในเวทีโลก หรือ Middle Powers สามารถเชื่อมประเทศจากต่างภูมิภาค และชวนกันมาทำงานในเรื่องที่มีประโยชน์ร่วมกัน สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย สามารถช่วยให้ความร่วมมือนั้นเดินหน้าได้ ผ่านการวางมาตรฐานร่วม การช่วยเตรียมโครงการให้พร้อม การแบ่งรับความเสี่ยง และการขยายแนวทางที่ได้ผลไปสู่ประเทศอื่น
“เป้าหมายไม่ใช่การแทนที่ระบบพหุภาคี แต่คือการสร้างความเข้มแข็งขึ้นใหม่ โดยเริ่มจากความร่วมมือที่ทำได้จริง”
ข้อคิดเหล่านี้ นำไปใช้ได้กับหลายเรื่อง โดยทั้งสี่เสาหลักของกิจกรรมที่ประเทศไทยจัดขึ้นในฐานะเจ้าภาพ มีคำถามร่วมกันว่า “เราจะใช้ความร่วมมือกับโลก ช่วยให้คนหรือธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ รับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเข้าถึงโอกาสใหม่ได้อย่างไร”
ดิจิทัลและ AI ที่คนใช้ประโยชน์ได้ และไว้ใจได้
เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยง ทั้งภัยไซเบอร์ การหลอกลวง และช่องว่างระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีได้กับคนที่ยังเข้าไม่ถึง
การสร้างอนาคตด้านดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงและไว้วางใจได้จึงต้องทำมากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือพัฒนา AI ให้เก่งขึ้น Small AI หรือเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน และมีราคาที่จับต้องได้ สามารถช่วยให้คนเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษา ช่วยธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างงานที่มากขึ้นและดีขึ้น
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ ช่วยให้รัฐส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด และช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาดกับแหล่งเงินทุน การใช้ข้อมูลยังช่วยให้สถาบันการเงินประเมินศักยภาพในการชำระหนี้ของธุรกิจจากข้อมูลกระแสเงินสด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน Bangkok Blueprint ชี้ให้เห็นว่า การรับมือภัยหลอกลวงทางการเงินต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและใช้ระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
“คุณค่าของ AI ไม่ได้อยู่แค่ว่า AI เก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่ยกระดับศักยภาพของผู้คนและธุรกิจทั่วถึงเพียงใด”
การค้าและการลงทุนที่เพิ่มทางเลือก และสร้างความสามารถให้คนในประเทศ
การรับมือกับโลกที่แบ่งขั้วควรเริ่มจากการกระจายความเสี่ยง ทั้งแหล่งจัดหา ตลาด เทคโนโลยี และประเทศคู่ค้า เพื่อให้มีทางเลือกมากขึ้นเมื่อเกิดปัญหา ขณะเดียวกัน การลงทุนจากต่างประเทศควรช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ พัฒนา SMEs เพิ่มทักษะ และสร้างนวัตกรรมในประเทศ อาเซียนสามารถนำแนวคิดนี้ไปทำให้เห็นผลได้ ผ่านการเปิดโอกาสให้ภาคบริการเชื่อมถึงกันมากขึ้น ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid
“ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการปิดกั้น โลกยิ่งไม่แน่นอน เรายิ่งต้องมีทางเลือก และเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นความสามารถของคนในประเทศ”
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
วิกฤตการณ์ด้านพลังงานทำให้เห็นชัดว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความยั่งยืน แต่ยังเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้าที่แข็งแรงขึ้น และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน
เมื่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น ความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค สามารถเสริมความร่วมมือระดับโลกในการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัว
แต่การปรับตัวจะเดินหน้าได้ คนในพื้นที่ต้องเข้าใจ เห็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมด้วย ประชาชนกับธุรกิจต้องมีข้อมูลความเสี่ยง ระบบเตือนภัยที่ใช้ได้จริง แรงจูงใจในการลงมือ และเข้าถึงเงินทุน ประกันภัย และความรู้ในต้นทุนที่รับไหว ท้ายที่สุด ระบบการเงินต้องช่วยให้คนที่เสี่ยงมาก และมีทางเลือกน้อย เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้
“ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายร่วมกันของทั้งโลก แต่ความเข้มแข็งในการรับมือต้องสร้างจากระดับพื้นที่ โดยมีเงินทุนและความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นแรงสนับสนุน”
ชีวิตยืนยาวที่มีโอกาสและความมั่นคงในทุกช่วงวัย
ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นควรเป็นโอกาส สังคมจึงต้องคิดใหม่เรื่องการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคมให้รองรับชีวิตในแต่ละช่วงวัย ความร่วมมือระหว่างประเทศ ช่วยให้เราเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรม เพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้อย่างมั่นคง
“เป้าหมายไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่ต้องเป็นชีวิตที่มีโอกาสและความมั่นคงในทุกช่วงวัย”
ทั้งสี่เรื่องนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือใช้ความร่วมมือที่ไว้ใจกัน ช่วยให้คนรับมือกับปัญหา ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และมีโอกาสก้าวต่อไป
โจทย์สำคัญคือทำให้การเปิดกว้างช่วยให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น และทำให้ความร่วมมือกับโลกกลายเป็นโอกาสกับความสามารถของประชาชน
สิ่งที่ควรทำต่อมีสามเรื่อง
Bangkok Dialogue จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำข้อคิดจากการหารือ ไปสู่ความร่วมมือและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยออกแบบกิจกรรมในฐานะเจ้าภาพให้เชื่อมโยงและเสริมกัน ผ่านประเด็นหลักที่ต้องการชวนโลกคิดร่วมกัน เวที Host Country Dialogues ทั้งสองเวทีเปิดการหารือเรื่องการสร้างความเข้มแข็งในโลกที่แบ่งขั้ว และระบบการเงินที่จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนผ่านและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศได้ การพบปะของผู้นำ พาวิลเลียนต่าง ๆ Bangkok Blueprint และกิจกรรมเยาวชน ช่วยขยายการแลกเปลี่ยนให้ไปไกลกว่าห้องประชุม
ทั้งหมดนี้เชื่อมการหารือระดับโลกเข้ากับประสบการณ์จริง พร้อมนำเสนอมุมมองของประเทศตลาดเกิดใหม่ต่อโจทย์สำคัญที่โลกกำลังเผชิญ
บทเรียนจากไทย ที่ยังมีความหมายต่อโลกวันนี้
Royal Pavilion เป็นพื้นที่หนึ่งที่ถ่ายทอดแนวคิดจากประสบการณ์การพัฒนาของไทย โดยเชิญชวนผู้เข้าร่วมประชุมเรียนรู้หลักการพัฒนาตามหลักการทรงงาน และหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และความเชื่อมโยงกับโจทย์ที่โลกให้ความสำคัญในวันนี้ ทั้งการสร้างความเข้มแข็ง การพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และความยั่งยืน
แม้หลักคิดเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในบริบทของไทย แต่ยังนำมาประกอบการคิดและแก้ปัญหาในโลกปัจจุบันได้ เริ่มจากเข้าใจพื้นที่ เข้าถึงผู้คน และร่วมกันพัฒนาวิธีแก้ปัญหา
บทเรียนสำคัญคือ การพัฒนาจะยั่งยืนได้ ต้องเกิดจากความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ พร้อมมีความรู้ เครื่องมือ และโอกาสที่จะสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง
บทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพจึงรวมถึงการแบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ของเรา เชื่อมแนวคิดที่มีคุณค่าจากอดีตเข้ากับความท้าทายในอนาคต
“ความร่วมมือจากภายนอกช่วยหนุนได้ แต่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืนต้องเติบโตจากผู้คนและชุมชนเอง”